วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดนตรีไทยเมืองน่าน

   สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  จากประวัติศาสตร์และพงศาวดารที่อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้กล่าวว่าไทยเราในสมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น ปรากฏหลักฐานว่ามีเครื่องดนตรี เช่น กลอง  ฆ้อง   กรับ  เจแวง  ปี่พาทย์  พิณเพี้ยะ และเพลงกลอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยเรานั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางการดนตรีมาแต่เก่าก่อน
                แสดงว่าประวัติศาสตร์และพงศาวดารก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาและความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนที่เข้าสู่ยุคสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่เริ่มเป็นประเทศขึ้นคือ กรุงสุโขทัย ดนตรีไทยและเพลงในสมัยโบราณหรือสมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนี้ สันนิษฐานกันว่าหลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกได้ก็คือเครื่องดนตรี” และเครื่องดนตรีที่มีความเก่าแก่มากและเชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีไทยโบราณของไทยก็คือ แคน
                แคน  หลักฐานที่ยืนยันว่า แคนคือเครื่องดนตรีของไทยโบราณนั้นพบได้จากบันทึกของจีน คือ
                ที่เมือง Changsha แคว้นยูนนาน เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง เขาได้พบศพ ๒ ศพ ที่เกรียวกราวมากคือเป็นศพที่มีอายุตั้ง ๒,๐๐๐ ปี แล้วร่างกายอยู่อย่างเก่าเอาอะไรกดเข้าไปก็ไม่เป็นอะไร แล้วก็เครื่องแต่งกายที่วิจิตรพิสดารมาก รัฐบาลของเขาให้ชื่อศพนี้ว่า “The Duke of Tai and his Consart” ในข้าง ๆ ศพ ปรากฏสิ่งของอยู่ ๒ อย่างคือ เครื่องใช้ประจำวันเป็นเครื่องเขิน เครื่องเขินที่คล้าย ๆ กับเชียวใหม่เรานี้ แล้วก็เป็นจำนวนนับร้อย แล้วอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ตรงกับของเราที่เรียกว่าแคน
                จากบันทึกของจีนที่บันทึกว่าจีนมีแคนใช้มาประมาณ ๓,๐๐๐ ปี แต่จีนมีแคนใช้หลังไทย เพราะฉะนั้นแคนไทยต้องมีอายุมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี ที่กล่าวว่าจีนมีแคนใช้หลังไทยเพราะถ้าใช้หลักการเปรียบเทียบรูปร่างเครื่องดนตรีประเภทเดียวกันและวัสดุที่ประกอบเครื่องดนตรีตามทฤษฎี Ethnomusicology แล้วจะเห็นว่า แคนจีน (Sheng)อ่านว่า เชิงมีรูปร่างกระทัดรัดสวยงามกว่าแคนไทย ทั้งนี้เพราะมีแบบอย่างแคนไทย ซึ่งรูปร่างยาวเก้งก้าง และใช้วัสดุที่ทนทานไม่เท่ากับแคนจีน เป็นตัวอย่างหรือเป็นแม่แบบแสดงว่าจีนประดิษฐ์แคนขึ้นช้ากว่าไทย เห็นข้อบกพร่องของแคนไทยแล้วจีนจึงสร้างแคนของตนได้งามสมบูรณ์แบบกว่า
                สำหรับเพลงไทยนั้นก็ได้มีการพยายามศึกษาหาหลักฐาน อย่างเช่น ปัญญา  รุ่งเรืองได้กล่าวว่า มีเพลงไทยโบราณยุคน่านเจ้า เพลงหนึ่งซึ่งอาจารย์ ดร.กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้มาจากออกซฟอร์ดว่าเป็นบทเพลงเกี่ยวกับการที่ไทยเราส่งทูตไปเจริญทางไมตรีกับจีน เพลงนั้นเรียกกันว่า น่านเจ้าจิ้มก้อง” หรือทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน และหากจะมีข้อแย้งว่า เป็นเพลงที่มีลักษณะเป็นเพลงจีนมากกว่าเพลงไทยนั้น ปัญญา  รุ่งเรืองก็ได้ให้ข้ออธิบายไว้ว่า ตัวอย่างในเทปบันทึกเสียงนั้น บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีจีน คือ ปีปะ (Pi Pha) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างคล้ายกระจับปี่ของไทย แต่กระทัดรัดกว่า ส่วนการบรรเลงใช้ดีดเหมือนกัน จึงทำให้สุ้มเสียงออกไปทางจีน ๆ ประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศ  ภูมิประเทศ  พืชพรรณ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ สามารถบังคับลักษณะนิสัยและอารมณ์ของคน และแม้แต่สำเนียงภาษาให้เปลี่ยนไปได้ เช่น ภาษาถิ่นของไทยทางเหนือ และไทยทางใต้ต่างกันออกไปมากทั้ง ๆ ที่เป็นภาษาเดียวกัน ดังนั้นทำนองเพลงจึงผิดเพี้ยนจากสำเนียงไทยไปบ้าง แต่ยังมีบางตอนที่เห็นว่าเป็นไทยชัดเจนดังเช่นตอนท้าย ๆ ของเพลง
                จากความเชื่อที่ว่า เพลงน่านเจ้าจิ้มก้องอันเป็นเพลงของจีนนั้นน่าจะมีเค้ามาจากเพลงไทย ก็นับเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของเพลงไทย ซึ่งเชื่อกันว่าเพลงไทยก็ได้มีอิทธิพลในที่คนไทยเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรต่าง ๆ อีกมากมาย และหากมีการได้พบที่มาของเพลงดังที่อ้างแล้วข้างต้น ก็อาจจะเป็นข้อสันนิษฐานและให้ความเชื่อว่าเพลงไทยน่าจะมีความเป็นมาอย่างไรจากไหนบ้างยิ่ง ๆ ขึ้น ถือเป็นหลักฐานสำคัญต่อไป
ฆ้องวงใหญ่
                สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  นับเป็นสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะว่า เรื่องราวของชนชาติไทยปรากฏมีหลักฐานเด่นชัดขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงในหลักศิลา และจากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยนี้ทำให้ทราบถึงประวัติศาตร์สุโขทัยเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความเจริญทางด้านสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  การทหาร  ภาษา  ศิลปวัฒนธรรม ต่างก็รุ่งเรืองอย่างสมดุล ชาวเมืองมีเครื่องเล่นสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจ และมีอิสระเสรีที่จะแสดงออกในเรื่องราวของเพลงและดนตรี เพลงและเรื่องราวของดนตรีจึงปรากฏอยู่บนศิลาจารึก เพียงแต่คำสั้น ๆ ในจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า เสียงพาทย์ เสียงพิณ  เสียงเอื้อน  เสียงขับ” ก็รู้สึกว่ามีความกว้างขวางมากมายอยู่ เสียงพาทย์ก็หมายถึงวงปี่พาทย์ เสียงพิณก็อาจจะได้แก่วงเครื่องสาย แต่ว่าเครื่องบรรเลงนั้นก็มีสิ่งใดบ้างก็ยากที่จะทราบได้ ทวีสิทธิ์  ไทรวิจิตร ได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยโดยสันนิษฐานว่ามี กลองสองหน้า  แตรงอน (คล้ายเขาสัตว์ทำด้วยโลหะ)  แตรสังข์ ตะโพน  ฆ้อง  กลองทัด  ฉิ่ง  บัณเฑาะว์  กรับ  กังสดาล  มโหระทึก  ซอสามสาย  ระนาด  ปี่ไฉน
                จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าในสมัยสุโขทัยมีเครื่องดนตรีทั้ง ๔ ประเภท  คือ
                เครื่องดีด  -   กระจับปี่  พิณน้ำเต้า และพิณเพี้ยะ
                เครื่องสี     -  ซอสามสาย และซออื่น ๆ
                เครื่องตี     -  ประเภทโลหะ  -  มโหระทึก  ฆ้อง
                                       ประเภทไม้       -  กรับคู่  กรับพวง  กรับเสภา
                                       ประเภทหนัง    -  กลองทัด  กลองตะโพน  กลองตุ๊ก
                เครื่องเป่า  -  พิสเนญชัย  แตรงอน  แตรสังข์  ปี่ไฉน
                ส่วนเพลงที่บรรเลงในสมัยสุโขทัย ก็หาหลักฐานปรากฏได้ลำบากเต็มทีมีอยู่เพลงหนึ่งที่สงสัยกันว่าจะเป็นเพลงสมัยสุโขทัย เพลงนั้นเป็นเพลงพื้นเมืองที่เราเรียกว่าเทพทอง เทพทองเป็นการแสดงพื้นเมืองแบบเดียวกันกับเพลงฉ่อย แต่ว่าถ้อยคำที่เขาเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้หยาบโลนยิ่งกว่าการแสดงอะไรทั้งนั้น เพลงเทพทองนั้นในวงการดนตรีไทยคือ เป็นเพลงร้องที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี เพลงเทพทองนี้เมื่อได้เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการมาเป็นเพลงละคร มีปี่พาทย์รับขึ้นได้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า เพลงสุโขทัย บางท่านก็เรียกเพลงสุโขทัย บางท่านก็เรียกว่าเพลงเทพทอง เพราะฉะนั้นจึงสงสัยว่าการเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้อาจจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ว่าเวลานั้นคงจะแสดงกันเป็นเพลงพื้นเมืองเท่านั้น ยังไม่เป็นเพลงดนตรี คือยังไม่มีปี่พาทย์รับ
                สำหรับการเกิดของเพลงไทยนั้น พูนพิศ  อมาตยกุล ได้ให้ความคิดเห็นว่า
                การเกิดของเพลงไทยประเภทต่าง ๆ นั้น อาจแบ่งออกได้ง่าย ๆ เป็น ๒ ทาง คือ เพลงร้องทางหนึ่ง กับเพลงบรรเลงอีกทางหนึ่ง ซึ่งในที่สุดทั้งสองทางนี้ก็จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องรับใช้สังคมร่วมกัน และเชื่อกันว่าเพลงร้องเกิดมาก่อนเพลงบรรเลง เพราว่าคนร้องพัฒนาการร้องได้สะดวก  ด้วยคิดเอง  ทำเอง  ฝึกเองได้ไม่ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือมีคนช่วย ผู้คิดแต่งเพลงร้องลำพังคนเดียวก็อาจจะแต่งเพลงได้อย่างสบาย
                จะเห็นได้ว่าดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนี้ เครื่องดนตรีไทยนั้นก็ครบอยู่ในประเภทเครื่องดนตรีทั้ง ๔ ประเภท คือ ดีด  สี  ตี  เป่า และเพลงพื้นบ้านในภาคกลาง ในปัจจุบันนี้ได้ทราบการมาจากเพลงเทพทองอันเป็นเพลงพื้นเมืองในสมัยสุโขทัยตามความเชื่อว่าเกิดมีขึ้นในสมัยนี้ ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นเพลงดนตรีเพราะยังไม่มีปี่พาทย์รับดังที่อาจารย์มนตรี  ตราโมท ได้กล่าวไว้
                เครื่องดนตรีในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี แม้จะมีเครื่องดนตรีเกิดครบ ๔ ประเภท ดังกล่าวแล้ว แต่ในสมัยต่อ ๆ มาก็ได้เกิดเครื่องดนตรีชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก
                                       ระนาดเอก
                สมัยกรุงศรีอยุธยา  การเปลี่ยนแปรศูนย์อำนาจของชาวไทยจากกรุงสุโขทัยมายังกรุงศรีอยุธยามิได้หมายถึงความผิดแผกแตกต่างกันในทุกๆ ด้านอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่กรุงสุโขทัยได้รับการถ่ายทอดอารยธรรมอินเดียบางอย่างจากขอม กรุงศรีอยุธยาก็รับเอาสัญลักษณ์เกือบจะทุกอย่างตามแบบรัฐอินเดียโบราณ ผ่านทางบรรพบุรุษในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือมอญและเขมร เข้ามาประสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมหลักของตนเช่นกัน และจากสามัญลักษณะแห่งการสืบสายทางวัฒนธรรมนี้เองเราอาจจะสรุปได้ ณ ที่นี้ว่าความเป็นสุโขทัยยังมีอยู่พร้อมมูลในกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่ามีวิวัฒนาการในทางบวกมากยิ่งขึ้นตามผลแห่งความเจริญทางศิลปวิทยาของยุค

                ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ดนตรีไทยเจริญมาก ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก เครื่องดนตรีในสมัยนี้ก็ได้มาตั้งแต่สุโขทัย แต่ได้มีการปรับปรุงรูปร่างและการประสมวงดนตรี มีการคิดเครื่องดนตรีเพิ่ม เช่น จะเข้ ในสมัยอยุธยานี้มีเครื่องดนตรีครบทุกชนิด

                ด้วยความเจริญทางด้านดนตรีไทยในสมัยนี้ ทำให้ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันอย่างมากมาย ประชาชนมีความสามารถทางการดนตรีและใฝ่ใจเล่นกันจนเกินขอบเขตแม้ในเขตพระราชฐาน จนกระทั่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (..๑๙๙๑ ๒๐๓๑ต้องมีกฎมณเฑียรบาลกำหนดไว้ว่า

“…ห้ามร้องเพลงเรือ  เป่าขลุ่ย  เป่าปี่  สีซอ ดีดกระจับปี่  ดีดจะเข้  ตีโทนทับในเขตพระราชฐาน…”

                นอกจากเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนี้คือ จะเข้ แล้วก็ยังมีระนาดซึ่งอาจารย์มนตรี  ตราโมท ได้แสดงความคิดเห็นว่า

                ตามประวัติศาสตร์เชื่อถือกันว่า สืบเนื่องมาจากอู่ทองและสืบเนื่องมาจากทวาราวดี ด้วยทวาราวดีนั้นนักประวัติศาสตร์ก็กล่าวว่าชาวเมืองพูดภาษามอญมีวัฒนธรรมอย่างมอญ โดยมากมอญนั้นเครื่องดนตรีเขามีระนาดอยู่ ไทยอาจจะได้ระนาดมาตั้งแต่สมัยอู่ทอง และมาอยู่ในอยุธยา ยังไม่ได้รวมกับสุโขทัยก็ได้ ครั้นเมื่อสุโขทัยมาขึ้นอยู่กับอยุธยา วงปี่พาทย์ก็ได้สัมพันธ์กัน เข้าใจว่าในตอนนี้เองที่ทำให้ปี่พาทย์สมัยอยุธยาเกิดมีระนาดขึ้นเป็นเครื่องห้าอย่างที่เราปฏิบัติกันอยู่ในสมัยนี้

                และสุจิตต์  วงษ์เทศ ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า ระนาดนั้นมีที่มาคือ

                ระนาดนั้น แต่เดิมคงมาจากกรับ ที่ให้เสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน เนื่องมาจากขนาดและน้ำหนัก ไม้ที่ถูกเหลามาต่างกัน จึงเกิดเป็นเสียงต่าง ๆ ขึ้นนั้นมีผู้เข้าใจว่าเป็นความพยายามของชาวบ้านที่ไม่มีเงินซื้อหาโลหะมาทำฆ้อง ได้คิดระนาดไม้ให้เกิดเสียงแทนฆ้อง แล้วโชคดีได้ทั้งเสียงดี แล้วยังสามารถใช้งานให้เกิดเสียงต่าง ๆ มากมายขึ้น ในที่สุดคนมีเงินที่เคยมีฆ้องก็ยอมรับระนาดของชาวบ้านไปผสมวงของตน

                พูนพิศ  อมาตยกุล ก็ได้กล่าวถึงระนาดเอกว่า

                ระนาดเอกจึงเริ่มมีบทบาทเข้ามาสู่วงปี่พาทย์ไทยอย่างแท้จริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา และนั่นก็คือการเกิดปี่พาทย์เครื่องห้าขึ้น อันประกอบด้วยระนาดเอก ดำเนินทำนองฆ้องวง ดำเนินทำนองปี่ ดำเนินทำนองกลอง  กรับ  ฉิ่ง เป็นผู้คุมจังหวะ กลายเป็นปี่พาทย์เครื่องห้า ใช้การได้ทุกโอกาสมาจนทุกวันนี้ และเนื่องจากการคิดสร้างระนาดไม้ของคนไทยเรานี้มีโอกาสที่จะบรรเลงได้มากเสียง(๒๑ ลูก สำหรับระนาดเอกใช้ไม้ตี ๒ อันอันละมือ ดังนั้นจึงเกิดเทคนิคการใช้มือปฏิบัติต่อผืนระนาดแตกแขนงขึ้นมากมายเกินจะพรรณนาได้ตามเวลาที่ผ่านมา ในที่สุดระนาดเอกเลยกลายเป็นตัวเอก หรือพระเอกของวงดนตรีไทยไปในที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดเสียงมากแบบ มากในเนื้อหาอารมณ์ เกินกว่าเสียงดนตรีอื่น ๆ จะทำได้ ระนาดจึงกลายเป็นตัวนำในการบรรเลงเพลงไทยไปในที่สุด

                ดังนั้นในยุคของกรุงศรีอยุธยาจึงปรากฏเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ดังนี้

                     เครื่องดีด            มีกระจับปี่  จะเข้  พิณเพี้ยะ  พิณน้ำเต้า

                     เครื่องสี              มีซอสามสาย  ซออู้  ซอด้วง

                     เครื่องตีไม้          มีกรับพวง  กรับคู่  กรับเสภา ระนาดเอก

                     เครื่องตีโลหะ     มีฆ้องวงใหญ่  ฆ้องคู่  ฆ้องชัย  ฆ้องโหม่ง  ฉิ่ง  ฉาบ  มโหระทึก

                     เครื่องตีหนัง       มีตะโพน (ทับ)  โทน  รำมะนา  กลองทัด  กลองตุ๊ก

                     เครื่องเป่า           มีปี่ใน  ปี่กลาง (คงมีพวกปี่มอญและชวาด้วย)  ขลุ่ย  แตรงอน  แตรสังข์

                ดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับช่วงมาจากกรุงสุโขทัย แต่ก็ได้มีพัฒนาการในการคิดสร้างเครื่องดนตรีขึ้นมาอีกหลายชิ้น จนเครื่องดนตรีในสมัยนี้มีครบทุกประเภทและทุกชนิดดังกล่าวแล้ว

                ส่วนความเป็นมาของเพลงไทยนั้น ในสมัยโบราณเป็นประเภทเพลงขับกล่อม คือบรรเลงโดยไม่ได้ผสมกับการแสดง แต่เดิมเป็นเพลงชั้นเดียว ซึ่งเป็นเพลงจังหวะเร็ว” พอในสมัยกรุงศรีอยุธยา เหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข มีเวลาร้องรำทำเพลงสนุกสนานถึงขนาดออกกฎมณเฑียรบาลขึ้นเพื่อห้ามบรรเลงดนตรีในเขตพระราชฐานดังกล่าว เพลงไทยในสมัยนี้จึงเกิดมีมากมาย มีหลักฐานเชื่อได้ว่า มีเพลงในจังหวะสองชั้นเกิดขึ้นมากหลายเพลง ทั้งนี้เพราะสมัยอยุธยามีการแสดงประเภทโขน ละครและหนังใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยดนตรีทั้งสิ้น” เพลงจึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับท่ารำ และการบรรเลงขับกล่อม นอกจากนี้ตอนปลายสมัยอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ ยังนิยมกันเล่นเพลงเรือ  เพลงดอกสร้อย  สักวา โดยเฉพาะการเล่นสักวาเป็นการนำไปสู่การร้องเพลงประเภทอัตราสามชั้น เนื่องจากต้องการเวลาให้ผู้แต่งกลอนคิดกลอนได้ทันกับเพลง นักร้องจึงพยายามยืดเพลงให้ยาวขึ้น โดยใช้วิธีเอื้อนให้มาก เพลงร้องประเภทสามชั้นจึงได้เกิดขึ้นในช่วงนี้             

การแยกประเภทเพลงสมัยอยุธยานั้น จำแนกออกได้เป็น ๓ ประเภท  คือ

                เพลงร้องมโหรี  ใช้วงมโหรีเล่น มีไว้สำหรับบรรเลงขับกล่อมเพลงที่บรรเลงมี ๒ ชนิด คือ เพลงตับ และเพลงเกร็ด

                เพลงปี่พาทย์  ใช้วงปี่พาทย์เล่น มีไว้สำหรับบรรเลงประกอบการแสดงโขน  ละคร และใช้บรรเลงประกอบพิธีการต่าง ๆ เพลงบรรเลงมี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ เพลงหน้าพาทย์ และเพลงเรื่อง

                เพลงภาษา  หมายถึง เพลงไทยที่มีสำเนียงของชาติต่าง ๆ มักใช้บรรเลงประกอบตัวละครตามชื่อนั้น ๆ   

                เพลงในสมัยกรุงศรีอยุธยามีมากมายหลายร้อยเพลง ซึ่ง สุมนมาลย์  นิ่มเนติพันธ์ ก็ได้รวบรวมชื่อเพลงไว้ดังนี้คือ ชมตลาด  มอญแปลง  แหวนรอบก้อย  ตานีร้องไห้  ช้าครวญ  มโนห์ราโอด  แสนเสนาะ  มดน้อย  โลมนอก  หงส์ใช้ดอกบัว  สาวสอดแหวน  โฉลกไทยใหญ่  สาธุการ  สร้อยเพลง   ล่องเรือ  นางบุหร่ง  ตระรัว   ทะเลบ้า   บุล่ง  เนระคันโยค  ช้าปี่  อังคารสี่บท  จีนขิมเล็ก  ต่อยรูป  โอ้ร่าย  ล่องเรือละคร  เขมรเป่าใบไม้  แสนสุดสวาท  ดอกไม้ไทร  เนื้อมโหรี  แขกต่อยหม้อ นาคเกี้ยว ชกมวย  จันดิน  เต่ากินผักบุ้ง  เทพลีลา  เชิงตะกอน  จำปาทองเทศ  พราหมณ์ดีดน้ำเต้า  จระเข้หางยาว  พุทรากระแทก  ราโค  หงส์ทอง  เขมรเขาเขียว  สรรเสริญพระจันทร์ สารถี  ศรีประเสริฐ  แขกลพบุรี  ธรณีร้องไห้  นางร่ำ  อุปราชขาดคอช้าง  มหาชัย  เหรา  สุรินทราหู  เหราเล่นน้ำ  ระส่ำระสาย  ย่านเถร  ยิกินแปดบท  บ้าระบุ่นเทศ  ญี่ปุ่น พระนครเขิน

                ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามีทั้งด้านการคิดสร้างเครื่องดนตรี และบทเพลง ป฀กอบโขน  ละครขึ้นมากมาย ซึ่งก็ได้มีการนำเอาเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ เข้ามาเล่นผสมกันจนเกิดมีวงดนตรีไทยขึ้น ๓ ประเภท คือ วงปี่พาทย์  วงมโหรี และวงเครื่องสาย นับว่าเป็นยุคศิวิไลซ์แห่งการดนตรีไทยที่ปัจจุบันสามารถเทียบเคียงศึกษาได้จากหลักฐานต่าง ๆ ในแต่ละยุค จึงเป็นพัฒนาการแห่งศิลปวิทยาที่ได้มีการคิดค้นสั่งสมสร้างสรรค์ ตกทอดเป็นมรดกตราบต่อยุคสมัยเรื่อยมา

                ครั้นแล้วความวิปโยคอาดูรก็เกิดแก่กรุงศรีอยุธยา หลังจากที่เป็นราชธานีมานาน ก็พลันล่มสลายลงด้วยทัพศึกพม่า ในปี พ..๒๓๑๐ สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยทุก ๆ ด้าน คนไทยต้องตกอยู่ในอำนาจความเศร้าจากการสูญเสียกรุงเป็นเวลาถึง ๗ เดือนเศษ ก็เข้าสู่ยุคสมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากสินกรีฑาทัพขับไล่พม่าออกแดนดินสำเร็จ แต่ความยับเยินของกรุงศรีอยุธยายากนักจักฟื้นฟูสภาพเดิมได้ กรุงศรีอยุธยาจึงถูกปล่อยให้เป็นซากแห่งความทรงจำ เป็นจารึกเตือนใจมนุษยชาติ และอาจจะกล่าวได้ว่าจุดนั้นเป็นจุดสุดท้ายของการสร้างสรรค์ความรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นสู่ความเปลี่ยนแปลงกันใหม่ เวียนว่ายยุคสมัยแห่งเผ่าพันธุ์และมนุษยชาติอีกครั้ง

                กรุงธนบุรี จึงเกิดขึ้นด้วยพระเจ้าตากสินมหาราช การศึกษายังคงติดพันพร้อม ๆ กับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และอารยธรรมไทยในด้านต่าง ๆ ทำให้ค่อย ๆ ฟื้นสภาพทีละน้อย ๆ ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี จนลุสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์


                                   วงมหาดุริยางค์ไทย
                สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  หากยุคสมัยจะสิ้นไป แต่วัฒนธรรมยังคงอยู่ก็ไม่ถือว่าสิ้นชาติ และไทยเราก็ได้พิสูจน์สัจธรรมนี้ ซึ่งในที่นี้เป็นส่วนกล่าวถึงดนตรีไทยและเพลงไทย อันเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่งของชาติ อาจกล่าวได้ว่าความรุ่งเรืองแห่งดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเคยศิวิไลซ์อย่างไร กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า กลับวิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เราสามารถแบ่งความเจริญทางดนตรีไทยได้ตามรัชสมัย  คือ

สมัยรัชกาลที่ ๑  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมขึ้นโดย ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ให้สมบูรณ์และเรื่องดาหลังซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีมาแต่สมัยอยุธยา วรรณคดีทั้งสองเรื่องนี้ใช้นำแสดงละครและแสดงโขน” และได้มีครูดนตรีเพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์ขึ้นอีกลูกหนึ่ง เดิมทีเดียววงปี่พาทย์มีกลองทัดเพียงลูกเดียว ลูกที่เพิ่มขึ้นเสียงต่างกันออกไปทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น คือ เสียงสูงตีดัง ตูม” กับเสียงต่ำตีดัง ต้อม” เรียกลูกที่มีเสียงสูงว่า ตัวผู้” เรียกลูกที่มีเสียงต่ำว่า ตัวเมีย” กลองทัดที่เพิ่มขึ้นเป็นสองลูกนี้ยังนิยมใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ ๒  ดนตรีไทยได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยพระองค์ ทรงส่งเสริมด้านวรรณคดีและการละคร ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งเพื่อให้เหมาะสมแก่การเล่นละครในมากยิ่งขึ้น จนวรรณคดีเรื่องอิเหนาได้รับการยกย่องว่าเป็นกลอนบทละครที่ดีที่สุด ส่วนด้านดนตรีก็เฟื่องฟูเช่นเดียวกัน ถึงปรากฏพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่าทรงสีซอสามสายได้เป็นเลิศ มีซอคู่พระหัตถ์เรียกว่าซอสายฟ้าฟาด” และมีเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่เกิดขึ้นคือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน และในสมัยของพระองค์นี้ก็ได้มีการใช้กลองสองหน้า (คือเปิงมางเพิ่มขึ้นในวงปี่พาทย์               

สมัยรัชกาลที่ ๓  ไม่ทรงโปรดการละครและดนตรี ทรงให้ยกเลิกละครหลวงเสียด้วย ส่วนเจ้านายจะจัดให้มีการเล่นละครภายในวังของตนก็ไม่ทรงห้าม ดังนั้นการละครและดนตรีจึงไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ตามวังของเจ้านายและบรรดาเจ้านายเหล่านี้ก็ได้มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ส่งเสริมให้การละครและดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองสืบเรื่อยมาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ..๒๔๗๕

                การประดิษฐ์เครื่องดนตรีในสมัยพระองค์นั้นก็ได้มีการประดิษฐ์ ระนาดทุ้ม” ขึ้นเพื่อให้เป็นคู่กับระนาดเอก มีลักษณะตามแบบระนาดเอก แต่ให้มีลูกระนาดบางกว่า แต่ใหญ่กว่า เพื่อให้เกิดเสียงทุ้มต่ำ และมีเพลงสามชั้นให้ร้องส่งประกอบมโหรีปี่พาทย์ขึ้น และเกิด ฆ้องวงเล็ก” ขึ้นใช้ในระยะนี้ด้วย เพื่อให้คู่กับฆ้องวงใหญ่ ประสมอยู่ในวงปี่พาทย์กลายเป็นปี่พาทย์เครื่องคู่ ซึ่งมาจากปี่พาทย์เครื่องห้า แล้วต่อมาพัฒนาเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่

สมัยรัชกาลที่ ๔  มีชาวยุโรปและชาวอเมริกันเข้ามาติดต่อมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉาน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรของรัชกาลนี้ทรงรู้ภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง ได้ช่วยราชการเป็นอเนกประการเป็นต้น จึงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกแทรกซึมเข้ามาโดยไม่รู้สึก เช่นการที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดประดิษฐ์สร้างระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็ก (หัว-ท้ายขึ้นเพิ่มเติมในวงปี่พาทย์ ให้เป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมตะวันตกด้วย

                ในปลายรัชกาลที่ ๔ ได้เกิดการนิยมเล่นแอ่วลาวเป่าแคนกันมาก จนแม้ในวังเจ้านาย เช่น วังหน้าและวังกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ก็นิยมมากจนผู้เล่นมโหรีปี่พาทย์น้อยลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติห้ามเล่นแอ่วลาว เมื่อปี พ..๒๔๐๘ ด้วยทรงรังเกียจว่าไม่ใช่ของไทยแท้ เป็นของประเทศราช จะนำมาเป็นของไทยนั้นหากใครเล่นจะเก็บภาษีให้แรง ประชาชนจึงคลายการเล่นแอ่วลาวลง

สมัยรัชกาลที่๕  เป็นรัชกาลที่ศิลปวัฒนธรรมของตะวันตกได้เป็นสมุฏฐานให้ศิลปะในประเทศไทยขยายแยกออกไปมากมาย เช่น เกิดการแสดงละครขึ้นอีกหลายแบบ  การบรรเลงแตรวง ซึ่งมีมาแต่รัชกาลก่อนก็ขยายตัวปรับปรุงให้กว้างขวางออกไป

                ในสมัยนี้ เกิดเครื่องดนตรีใหม่คือ กลองตะโพน (ความจริงก็คือตะโพนของเดิมนั่นเองแต่นำมาตีแบบกลองทัดแล้วตีด้วยไม้นวมเพื่อให้เกิดเสียงต่ำทุ้มมีกังวาน และได้เกิดวงปี่พาทย์ไม้นวมชนิดหนึ่งเรียกว่าปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ใช้คู่กับละครแบบใหม่ ซึ่งดัดแปลงมาจากโอเปร่า ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นี้ฟังไพเราะมาก เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย ระนาดเอก  ฆ้องวงใหญ่  ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง ๗ ใบระนาดทุ้ม  ระนาดทุ้มเหล็ก  ขลุ่ย  ซออู้ และเครื่องกำกับจังหวะ

สมัยรัชกาลที่ ๖  พระองค์ก็ทรงเป็นทั้งนักประพันธ์เพลง ประพันธ์บทละครพูด ละครรำ ทรงเป็นนักเสภาและทรงเป็นนักร้องเพลงไทยที่ยอดเยี่ยมพระองค์หนึ่ง

                นับว่ายุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้มีความเจริญทางด้านดนตรีไทยและเพลงไทยอย่างยิ่ง แม้พระองค์เองก็ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นพระองค์นำทางด้านนี้ จนเกิดนักดนตรีไทยและเพลงไทยขึ้นมากมายทั้งพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เอาใจใส่ให้พสกนิกรและบรรดาครูดนตรีฝีมือดีได้มีความเป็นอยู่อย่างดีกินดีมีสุข พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุล บรรดาศักดิ์และชื่อเสียงเกียรติยศให้อย่างเอาพระทัยใส่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่วงการดนตรีไทยอย่างล้นพ้น

สมัยรัชกาลที่ ๗  ในสมัยของพระองค์นี้นับเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเปลี่ยนแปลงและการแบ่งยุคสมัยของดนตรีไทยและเพลงไทยจากระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในช่วงปลายของสมัยพระองค์ และสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๗ ก็คือ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลด้วย แต่อย่างไรก็ตามกำลังใจของนักดนตรีไทยก็ยังมีมากอยู่

                พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรีจนมีความสามารถในการเล่นดนตรีไทย และพระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้ถึง ๓ เพลง คือ ราตรีประดับดาวเถา(..๒๔๗๒)  เขมรละออองค์เถา (ต้นปี พ..๒๔๗๔และโหมโรงคลื่นกระทบฝั่งสามชั้น (ปลายปี พ..๒๔๗๔)

                ในช่วงนี้เป็นยุคแรกเริ่มของดนตรีร่วมสมัย (Contemporary Music) ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีไทยมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีตะวันตก เช่น ออร์แกน  กลายมาเป็นวงเครื่องสายผสมออร์แกน โดยต้องทำการปรับเสียงของดนตรีไทยให้เป็นเสียงดนตรีตะวันตก (คีย์ C) ซึ่งดนตรีไทยจะเป็นเสียงคีย์ แฟลท ซึ่งจะต่ำกว่าเสียงดนตรีตะวันตก ๑ เสียงโดยประมาณ

สมัยรัชกาลที่ ๙  เกิดวงมหาดุริยางค์ไทยซึ่งเป็นการจัดประสมวงดนตรีขนาดใหญ่โดยรวมเครื่องดนตรีทั้งประเภทดีด  สี  ตี  เป่า และเครื่องกำกับจังหวะ อย่างละนับเป็นสิบ ๆ เครื่องมือเข้าประสมวงกันเป็นวงดนตรีไทยเรือนร้อย โดยได้นำแบบอย่างมากจากวงซิมโฟนีออเคสตร้า (Symphony Orchestra) และยังมีการพัฒนาการทางด้านดนตรีร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านเครื่องดนตรี  การประสมวง  หรือแม้แต่บทเพลง


ปล. ตัวหนังสืออาจจะเล็กบ้างใหญ่บ้าง ก็ต้องขออภัยท่านผู้ชม-ผู้อ่านด้วยนะครับ แก้ฟร้อนท์ค่อนข้างยากครับ

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลอยกระทง

วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

ประเพณีเมืองน่าน

ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน
เทศกาลงานประเพณี จ.น่าน
เมืองน่านเป็นเมืองหนึ่งในดินแดนล้านนาที่พระพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงเป็นเวลาช้านาน ในเขตเมืองเก่า ทั้งในตัวเมืองน่าน และที่อำเภอปัวจะมีพระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาเด่นเป็นสง่า

ประเพณีปี๋ใหม่เมือง (เทศกาลสงกรานต์)
น่าน มีประเพณีปี๋ใหม่เมืองเหมือนจังหวัดล้านนาททั่วๆ ไป แต่แปลกที่เมืองเดียวกัน บ้านเดียวกัน มีลักษณะทำบุญต่างกันมาก โดยมีรายละเอียดกล่าวคือ
- 13 เมษายน คือ "วันล่อง" เดิมวันนี้ ส่งเคราะห์บ้านและร่วมกันพัฒนาเก็บกวาดบ้านเรือน วัดวาอาราม เตรียมสิ่งของทำบุญ
- 14 เมษายน คือ "วันเนา" จัดเตรียมอาหาร ขนม เพื่อจะได้ไปทำบุญทานขันข้าวให้ผู้ที่ล่วงลับ ขนทรายเข้าวัด
- 15 เมษายน คือ "วันพญาวัน" มีการสรงน้ำพระคารวะพระสงฆ์ เรียนครู เรียนบาสัมมาคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ ถือเป็นวันดีที่สุด ตอนบ่ายมีการทำบุญทักษิณานุปาทานแก่บรรพบุรุษ แต่ถ้าคนชุมชนเขตเทศบาลเมืองน่าน หรืออำเภอเมืองจะไปขนทรายในวันนี้
- 16 เมษายน คือ "วันปากปี" เป็นวันเถลิงศก ผู้คนจะจุดบอกไฟ(บั้งไฟ) ถวายพระเจ้าทองทิพย์ วัดสวนตาล และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งด้วยกัน แต่ละศรัทธาหมู่บ้านจะรวมตัวกันวัดสวนตาล เพื่อแห่ขบวนนางสงกรานต์ บอกไฟและน้ำอบน้ำหอมไปสรงพระเจ้าทองทิพย์วัดสวนตาล
- 17 เมษายน คือ "วันปี๋ใหม่" วันที่ทุกคนรวมตัวกันเพื่อนำดอกไม้ น้ำอบน้ำหอมไปสัมมาคารวะญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในละแวกหมู่บ้าน ตำบลและญาติใครญาติมัน พบปะกินหอมตอมม่วนกันอย่างเข่าชนเข่า

ประเพณีขึ้นธาตุ (บูชานมัสการพระธาตุสำคัญ)่
ธาตุ เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและอรหันตธาตุ มีประเพณีขึ้นธาตุหรืองานบุญนมัสการพระธาตุทั่วไปในเมืองน่าน วันที่กำหนดขึ้นของพระธาตุที่สำคัญๆ ในจังหวัดน่านคือ

- งานประเพณี “หกเป็งไหว้สาพระธาตุแช่แห้ง” ในวันเพ็ญเดือน ๖ เหนือ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔ ภาคกลาง (ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม) มีการจุดบ้องไฟถวายเป็นพุทธบูชา
- งานประเพณีนมัสการพระธาตุเขาน้อย ในวันเพ็ญเดือน ๘ เหนือ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ภาคกลาง(ประมาณเดือนพฤษภาคม) มีงานนมัสการพระธาตุเขาน้อย และมีการจุดบ้องไฟถวายเป็นพุทธบูชา
- งานประเพณีนมัสการสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์ วัดสวนตาลช่วงเทศกาลสงกรานต์ ๑๒-๑๕ เมษายน
- งานนมัสการพระธาตุเบ็งสกัด ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ (ประมาณเดือนมกราคม)

นอกจากนี้ ยังการทำบุญนมัสการพระธาตุและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในจังหวัดอีกเกือบทุกอำเภอตามที่กำหนดกันมาแต่โบราณ ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ เหนือ ไปถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ

การทำบุญประเพณีขึ้นธาตุในเมืองน่าน จะมีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ อบรมสมโภชการเจริญพระุพุทธมนต์ และการสวดเบิกการเวียนเทียน การสรงน้ำพระธาตุและการบูชาพระธาตุด้วยธูปเทียนดอกไม้ของคนพื้นเมืองที่เป็นชาวพุทธในปีหนึ่งจะมี ๑ ครั้งเท่านั้น

ประเพณีงานตานก๋วยสลาก (การทำบุญถวายทานสลากภัต)
งานแห่คัวตาน หรือครัวทาน ทานสลาก หรือก๋วยสลากเป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล สลากภัตเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ ประมาณเดือน กันยายน คือหลังจากเข้าพรรษาได้ ๒ เดือนพอดีเป็นต้นไปจนถึงออกพรรษา ไปอีกตามระยะเวลาอันสมควรจะมีประเพณีกินสลากหรือตานสลากภัต สำหรับชาวเหนือถือว่า เป็นประเพณีทำบุญกลางบ้านที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น พระภิกษุรับนิมนต์เพื่อมารับการถวายทานโดยการจับสลาก โดยถ้าอยู่ใกล้ติดแม่น้ำน่านก็จะมีการแข่งเรือด้วย ถ้าไม่มีแม่น้ำก็ไม่มีการแข่งเรือจะมีการประกวดครัวตาน

สลากเมืองน่านแบ่งเป็น ๓ อย่างด้วยกันคือ
- สลากสร้อย ต้นสลากใหญ่มีครบเกือบทุกอย่าง
- สลากโชค สลากที่มีความพิเศษเพียบพร้อมด้วยวัตถุ รวมถึงปัจจัยพิเศษ
- สลากน้อย สลากที่จัดเตรียมข้าวปลาอาหารส้มสูกลูกไม้ ห่อข้าว ของกิน และหมาก เมี่ยง พลู ขมิ้น ตะไคร้

หมายเหตุ : สลาก คือ เส้นหรือใบที่ผู้เป็นเจ้าของกัณฑ์สลากเขียนชื่อเจ้าภาพและอุทิศให้ผู้ตายนำไปรวมกันแล้วรวมมีจำนวนเท่าไหร่ นำจนำวนพระภิกษุ สามเณร หารแบ่งเท่ากัน ไม่มีการจับจองของใครคนโน้นคนนี้ จึงเรียกว่า "สลาก" หรือ การเสี่ยงโชคของผู้รับ

งานประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน ประเพณีแข่งเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานต่อมาใน
พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้จัดให้มีการแข่งเรือในงานทอดกฐินสามัคคีสืบทอดมาจนถึงงานทอดกฐินพระราชทานในปัจจุบัน ราวกลางเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยถือเอาวันเปิดสนามแข่งเรือตามวันถวายสลากภัตของวัดช้างค้ำวรวิหารซึ่งเป็นวัดหลวง จะจัดงานถวายสลากภัตก่อน งานแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่านจึงเป็นประเพณีคู่กับตานก๋วยสลากของวัดช้างค้ำมาจนทุกวันนี้ ภายหลังทางจังหวัดได้ผนวกงานสมโภชงาช้างดำอันเป็นสมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่านเข้าไปด้วย    นอกจากนั้นยังมีงานแข่งเรือที่อำเภอเวียงสาในเทศกาลตานก๋วยสลาก เรือที่เข้าแข่งแต่ละลำใช้ไม้ซุงใหญ่ ๆ เอามาขุดเป็นเรือ เอกลักษณ์โดดเด่นของเรือแข่งเมืองน่าน คือ ที่หัวเรือแกะเป็นรูปพญานาค ชูคอสง่างาม หางเรือเป็นหางพญานาคงอนสูง ด้วยคนเมืองน่านเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนคือ เจ้าขุนนุ่น ขุนฟอง เกิดจากไข่พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ การต่อเรือแข่งเป็นรูปพญานาคจึงถือเป็นการบูชาบุญคุณพญานาคผู้เป็นเจ้าแห่งน้ำและบรรพบุรุษของชาวเมืองน่าน ประเภทการแข่งขัน มีทั้งเรือใหญ่ เรือกลาง และเรือเล็ก รวมทั้งประเภทสวยงาม นอกจากนี้ยังมีการประกวดกองเชียร์อีกด้วย และหากมาในช่วงซ้อมก่อนการแข่งขัน ตอนเย็น ๆ จะเห็นชาวบ้าน นักเรียนจับกลุ่มอยู่ริมน้ำเพื่อดูการซ้อมเรือ เชียร์ทีมเรือ และฝีพาย ที่เป็นคนท้องถิ่น เป็นวิถีชีวิตที่มีสีสัน และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ นับเป็นประเพณีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

งานเทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจังหวัดน่าน จัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี บางปีอาจจัดร่วมกับเทศกาลของดีเมืองน่าน ส้มสีทองเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของจังหวัดน่าน พันธุ์เดียวกับส้มเขียวหวาน แต่ส้มสีทองจะมีเปลือกสีเหลืองทองสวยงาม และรสชาติหวานหอมอร่อยกว่า เป็นเพราะอิทธิพลของดินฟ้าอากาศคือ อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกัน ๘ องศา เป็นเหตุให้สาร “คาร์ทีนอยพิคเมนท์” ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองดังกล่าว กิจกรรมในงานที่น่าสนใจมีหลายอย่าง ได้แก่ การประกวดขบวนรถส้มสีทอง การออกร้านนิทรรศการ การจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมจากอำเภอต่าง ๆ และจากเมืองฮ่อน-หงสา สปป.ลาว การแสดงพื้นเมืองและมหรสพต่าง ๆ อีกมากมาย

ประเพณีดาปอยงานบวช
เมืองน่าน เป็นเมืองพุทธศาสนา ผู้คนมีความศรัทธาและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาอย่างช้านานพร้อมส่งเสริมสนับสนุนถือเป็นธรรมเนียมว่า ชายใดหรือกุลบุตรจะต้องได้บวชเรียนเพื่อซาบซื้งรสพระธรรม และตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ต้องการบวชเรียนในบวรพระพุทธศาสนามักนิยมบวชกันเป็นละแวกหมู่บ้าน คือบวชวันเดียวกันทีละหลายๆ รูป เรียกว่า "ดาปอย" คือจะทำกันที่วัดก็ได้หรือจะจัดเตรียมบ้านของใครหรือผู้ที่อุมภัมภ์ในการบวชเรียน เรียกว่า "พ่อออก แม่ออก" งานบวชเมืองน่านมี 2 อย่างคือ
1. ลูกแก้ว คือ การบรรพชา ไม่นิยมทำกันอย่างเอิกเกริก ทำกันในเฉพาะญาติพี่น้อง เีรียกว่า "ปอยหมก" กล่าวคือโกนหัวเข้าวัด
2. เป๊ก คือการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีการจัดเตรียมงานและผู้ที่จะบวชจะต้องท่องฝึกคำของบรรพชาอุปสมบทให้คล่องแคล่วชัดเจน ญาติพี่น้องต้องจัดเตรียมสิ่งของข้าวปลาอาหารไว้ต้อนรับแขกญาติมิตรก่อนที่จะมีงานบวช ญาติ ๆ หรือผู้คุ้นเคยจะนำพานใส่ผ้าไตร พร้อมดอกไม้ธูปเทียนไปบอกญาติสนิทและเพื่อนบ้านให้รับรู้ ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า "การไปแผ่ผ้าหน้าบุญ" ถ้าหากผู้ที่ไปร่วมงานไม่ได้ไปในวันงานก็จะร่วมทำบุญไปด้วยกับการที่ไปแผ่ผ้าหน้าบุญแล้วอธิษฐานยกมือขึ้นไวบน้ศีรษะคือการ "เจาะใส่หัว"

ประเพณีดาปอยจะมีอยู่ด้วยกัน 2-3 วัน คือ วันแรกเรียกว่า "วันฮอมครัว" หรือ สีเทียน วันลองหม้อขนมปาด พออีกวันก็คือ "วันห้างดา" มีการโกนผมนาค ญาติมิตรมาร่วมทำบุญพระนาคจะให้พรกับแขกหรือผู้มาร่วมงาน มีการเตรียมจัดของถวายพระ การประดิษฐ์เครื่องบูชาพระพุทธ เช่น ต้นดอก ไทยาน งานปอยมีการเตรียมบายศรีสู่ขวัญนาคเพื่อขัดเกลาให้ผู้บวชทราบพระคุณบิดามารดาผู้ให้กำเนิดและสั่งสอนในการปฏิบัติวัตรของการเข้าไปเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

วันบวชหรือวันประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทจะกำหนดเมื่อไหร่ก็ได้ คือ ตอนเช้าตรู่ หรือ เวลา 10.00 น. ก็ได้ หรือเวลาบ่าย เย็นได้หมดแล้วแต่จะกำหนด โดยญาติิมิตรอยู่ร่วมงานเพื่อแห่ลูกแ้วหรือแห่นาคเข้าวัดเพื่อประกอบพิธี

ประเพณีจิบอกไฟ (จุดบ้องไฟ)
การจุดบอกไฟ หรือ บ้องไฟ จะจุดเพื่อเป็นพุทธบูชาถวายกับพระธาตุ วัดที่สำคัญและช่วงเทศกาลปีใหม่เมือง และจุดเพื่อชิงรางวัลตามความสามารถของคนทำบอกไฟในการจุด

บอกไฟ หรือ บ้องไฟ เมืองน่านมีอยู่ 2 แบบคือจุดเพื่อความสวยงาม เรยกว่า บอกไฟดอกหรือบอกไฟขวี่ จุดเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เพื่อแสงอันสวยงาม บอกไฟขึ้น จะจุดในที่โล่งแจ้ง ไม่เป็นอันตรายกับผู้ชม ก่อนจะนำไปจุดจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการเพื่อเอาลำดับที่จะจุดและมีชื่อเรียกว่า "วาร" พร้อมมีขบวนแห่บอกไฟและคำฮ่ำบอกไฟและพรรณาถึงความเป็นเลิศของบอกไฟ ของคณะศรัทธาบ้านตัวเองและสล่า (ช่าง) ผู้เป็นคนทำบอกไฟ แต่ถ้าหากบอกไฟไม่ขึ้น เช่น เกิดแตกหรือไม่ยอมพุ่งขึ้น สล่าคนนั้นโดนทั้งผงหมิ่นหม้อ ผงถ่านสีดำก้นหม้อแกงหรือขี้เปอะ (โคลน) จากกลางทุ่งนาละเลงไปที่ใบหน้าเรียกว่า "ลุบหมิ่น"

ประเพณีการขึ้นท้าวทั้งสี่

ท้าวทั้งสิี่ เป็น ท้าวจตุโลกบาล เทพผู้รักษาทิศทั้งสี่และมีพระอินทร์และแม่ธรณี โอกาสที่จะทำพิธีนี้คือ ถ้าหากจะมีงานมงคลประการใด เช่น งานฉลองวัดวาอาราม ทำบุญใหญ่ หรืองานบวชพระบวชนาค ขึ้นบ้านใหม่ และงานที่สำคัญของบ้านของเมือง ก็จะมีพิธีประกอบขึ้นท้าวทั้งสี่ เพื่อขอความคุ้มครองไม่ให้เกิดเหตุการณ์ชั่วร้าย เช่น มาร ภัยพิบัติ อุปสรรค และเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง โดยจะตั้งอาธานไว้ตามทิศที่กำหนดของและเดือนในบริเวณงาน บอกกล่าวแม่ธรณีและบูชาด้วยโภชนะ คาวหวาน หมากเมี่ยง พลู ยา ส้มสูกลูกไม้ในสะตวง 6 อัน พร้อมช่อธงสีตามแต่ละทิศ มีของบูชาพระอินทร์อยู่ตรงกลาง พร้อมร่มหรือฉัตร 1 อัน พร้อมเครื่องบูชา เช่น น้ำต้น (คณโฑ) เสื่อใหม่ หมอนผาโดยจะกระทำพิธีก่อนเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อความอยู่ดีมีสุขและความคล่องตัวในการดำเนินงานและเป็นการระลึกถึงบรรพบุรุษผู้ที่ได้ล้มหายตายจากไป เพื่อมาร่วมอนุโมทนารับเอากุศลที่เจ้าภาพจะอุทิศให้

ประเพณีตานข้าวใหม่

คนน่านมีความกตัญญูต่อบุพการี คือ ไ้ด้รับช่วงมรดกไม่ว่าพื้นที่นาที่ไว้ปลูกข้าวสืบต่อจากบรรพบุรุษ พอครั้นถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวจะถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เหนือ คือประมาณเดือนธันวาคมเป็นวันถวายตานข้าวใหม่ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ได้สิ้นบุญไปแล้ว และยังเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ โดยการถวายข้าวปลาอาหารหรือรูปแบบข้าวสารหรือข้าวเปลือกก็ได้ แล้วแต่จะกำหนดกัน ในด้านการจัดการศรัทธาหมู่บ้านใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่นามากคนมาก อาจจะมีการตกลงกันเก็บหรือจัดสรรเป็นข้าวเปลือก เพื่อรวบรวมเป็นข้าวของส่วนรวมและแปรรูปเป็นวัตถุปัจจัย ตามที่เห็นสมควรให้เกิดกิจสาธารณกุศลตามที่ตกลงกันก่อน

งานเทศกาลโลกของกว่าง กว่างเป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง จำพวกด้วง คนเหนือแถบล้านนานิยมจับมาประลองกันเป็นกีฬาพื้นบ้านมาช้านาน จนเกิดเป็นประเพณีชนกว่างขึ้น ซึ่งจะแบ่งเป็นประเภท 2 เขา, 3 เขา และ 5 เขา โดยทุกปีจะมีฤดูกาลเล่นในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. เพราะเป็นช่วงที่กว่างตัวผู้โตเต็มวัย ภายในงานมีการจัดแสดงหุ่นกว่าง การประกวดกว่างสวยงาม และการประลองกว่าง

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเพณีตาลก๋วยสลาก

ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประเพณีตานก๋วยสลาก
 เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นคุณปู่-ย่า
/ตา-ยาย/พ่อ-แม่ และลูกหลานในปัจจุบัน เรื่องมีอยู่ว่ามีนางยักษิณีตนหนึ่งมักจะเบียดเบียน ผู้คนอยู่เสมอ
ครั้นได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธานิสัยใจคอที่โหดร้ายก็กลับเป็นผู้เอื้ออารี
แก่คนทั่วไปจนผู้คนต่างพากันซาบซึ้งในมิตรไมตรีของนางยักษิณีตนนั้น ถึงกับนำสิ่งของมาแบ่งปันให้
แต่เนื่องจากสิ่งของที่ได้รับมีจำนวนมาก นางยักษิณีจึงนำสิ่งของเหล่านั้นมาทำเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์
/สามเณร จับสลากด้วยหลักอุปโลกนกรรม คือสิ่งของที่ถวาย มีทั้งของของมีราคามากและมีราคาน้อยแตกต่างกันไป
ตามแต่โชคของผู้ได้รับ การถวายแบบจับสลากของนางยักษิณีจึงนับเป็นครั้งแรกของประเพณีทำบุญสลากภัตในพุทธศาสนา

[ตานก๋วยสลาก/ตานสลาก/ กิ๋นข้าวสลาก/กิ๋นก๋วยสลากหรือกิ๋นสลาก] ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาของชาวถิ่นล้านนา
ที่มักมีการเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ความหมายนั้นเหมือนกันโดยหลักการอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง
ในเรื่องของรายละเอียดถ้าเป็นภาษาไทยกลางเรียกว่า "สลากภัต" ประเพณี "ตานก๋วยสลาก" หรือ "สลากภัต" 
ของชาวล้านนานิยมปฏิบัติกันตั้งแต่เดือน ๑๒ เหนือถึงเดือนยี่เหนือหรือตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี
สาเหตุที่ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน
พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหนและบวกกับในช่วงเวลานี้ก็มีผลไม้สุก เช่น ลำไย มะไฟ สมโอ
เป็นต้นเมื่อต้นข้าวในนาเริ่มเขียวขจีชาวนาที่มีฐานะไม่ค่อยดีการดำรงชีวิตก็เริ่มขัดสนเมื่อข้าวในยุ้งก็หมดก่อนฤดูกาล
เก็บเกี่ยวจะมาถึง ดังนั้นการตานก๋วยสลากในช่วงนี้จึงเท่ากับว่าได้สงเคราะห์คนยากคนจนเป็นสังฆทานได้กุศลแรง

ก่อนจะถึงวันตานก๋วยสลาก 1 วันเขาเรียก "วันดา" หรือ "วันสุกดิบ"วันนี้จะเป็นวันที่ชาวบ้านได้จัดเตรียมข้าวของ
ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ต่างๆ สำหรับที่จะนำมาจัดดาใส่ก๋วยสลากและวันนี้มักจะมีญาติสนิทมิตรสหาย
ที่อยู่ต่างบ้านมาร่วมจัดดาสลากด้วย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่จะได้ทำบุญร่วมกันผู้ชายจะเป็นคนสานก๋วยสลาก (ตะกร้า)
สำหรับที่จะบรรจุใส่ของกินของใช้ต่างๆก๋วยจะกรุด้วยใบตอง/หรือตองจี๋กุ๊กเมื่อรวบปากก๋วยมัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก็จะมีไม้ไผ่เหลาเป็นก้านเล็กๆ สำหรับเสียบสตางค์/กล่องไม้ขีดไฟ/บุหรี่ เพื่อทำเป็นยอดก๋วยสลากจะมากน้อยบ้าง
ตามแก่กำลังศรัทธาและฐานะ

ก๋วยสลากจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ
 
๑. ก๋วยน้อย

เป็นก๋วยสลากสำหรับที่จะถวายทานไปให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งไม่เพียงแต่ญาติน้องเท่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิท
มิตรสหายก็ได้ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เราเคยรักและมีคุณต่อเราเมื่อครั้งยังมีชีวิตเช่น ช้าง ม้า วัว ควายและสุนัข เป็นต้น
หรือถ้าไม่รู้ว่าจะถวายทานไปให้ใครก็ถวายทานเอาไว้ภายหน้า
 
๒. ก๋วยใหญ่

เป็นก๋วยที่จัดทำขึ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งจะบรรจุข้าวของได้มากขึ้น ถวายเป็นมหากุศลสำหรับคนที่มีกำลังศรัทธา
และฐานะดี เป็นปัจจัยนับว่าได้กุศลแรง

สลากที่มักจัดทำขึ้นเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ " สลากโชค" มักจะเป็นสลากของผู้ที่มีฐานะดีระดับเศรษฐี (บางคน)
ที่ต้องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ไปให้กับบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับอันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณคน
 
" สลากโชค"

 มักทำเป็นต้นสลากที่สูงใหญ่สำหรับที่จะนำเอาวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆผูกมัดติดกับต้นสลากเช่น ผ้าห่ม
ที่นอน หมอน หม้อนึ่ง ไหข้าว หม้อแกง ถ้วย ชาม ช้อน ร่ม เครื่องนุ่งห่ม อาหาร แห้งต่างๆ และเงินที่เป็นธนบัตรชนิดต่างๆ
ต้นสลากจะมีการประดับตกแต่งให้สวยงามกว่าสลากธรรมดา
ก่อนที่จะนำเอาก๋วยสลากไปรวมกันที่วัด ต้องเขียนเส้นสลากเสียก่อน ตัวอย่างเช่น "ศรัทธาหมายมีนายอดุมทรัพย์
นางสำรวย ถวายตานไปหาพ่ออุ้ยทองแม่อุ้ยคำ ผู้ล่วงลับ ขอหื้อไปรอด ไปเถิงจิ่มเต่อ" เป็นต้น
ในสมัยก่อนนั้นจะนำเอาใบลานมาทำเป็นเส้นสลาก แต่ปัจจุบันจะเขียนลงบนแผ่นกระดาษ เมื่อนำเอาก๋วยสลากไปรวมกัน
ไว้ที่วัดแล้วเส้นสลากก็จะถูกนำไปกองรวมกัน ไว้ในวิหารหน้าพระประธานเมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้วเส้นสลากจะถูกนำมา
แบ่งสันปันส่วนกันไปในหมู่ของพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มาจากวัดต่างๆ รูปละ ๕ เส้น ๑๐ เส้นบ้างแล้วแต่กรณี
ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้วัดที่เป็นเจ้าภาพก่อนจะถึงเวลาเพล พระสงฆ์ก็จะนำเอาเส้นสลากไปอ่าน
โดยเริ่มจากเจ้าอาวาสก่อนจะมีการเรียกชื่อหาเจ้าของสลากนั้นๆ ว่านั่งอยู่ที่ใด เมื่อพบแล้วจะมีการให้ศีล
ให้พรมีการหยาดน้ำอุทิศ ส่วนบุญกุศลไปให้กับผู้ที่ล่วงลับเป็นเสร็จพิธี

แข่งเรือเมืองน่าน


เเข่งเรือเมืองน่าน

การแข่งเรือของจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่สืบต่อกันมานาน ลักษณะของเรือแข่ง ลำเรือจะใช้ท่อนซุงทั้งท่อนขุดแบบเรือชะล่า แต่รูปร่างเพรียวเบา หัวเรือแกะเป็นรูปพญานาค หรืองูใหญ่ชูคอเป็นสง่า อ้าปากโง้ง หางเรือทำเป็นหางพญานาคงอนสูง ตลอดลำเรือสลักลวดลาย ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี ติดพู่ห้อยตรงหัวเรือและท้ายเรือ ตรงคอต่อหัวเรือปักธงประจำคณะ

ช่วงเวลา

นิยมแข่งขันกันในงานบุญและงานทอดกฐิน การแข่งเรือนัดสำคัญๆ ของจังหวัดน่าน คือ การแข่งในงาน"กฐินสามัคคี" เดิม ปัจจุบันคืองาน "กฐินพระราชทาน" แบ่งการแข่งขันออกเป็น ๒ ประเภท คือประเภทสวยงาม และประเภทความเร็ว การแข่งเรือในเทศกาลทอดกฐินของจังหวัดน่าน ซึ่งจะจัดช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถือว่าเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ และเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงามยิ่งในจังหวัดภาคเหนืออีกแห่งหนึ่งที่จัดให้มีการแข่งขันเป็นประจำปี คือ การแข่งเรือที่อำเภอเวียงสาซึ่งจะมีการแข่งขันในเทศกาลทานก๋วยสลาก และเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การแข่งเรือในตัวจังหวัด

ความสำคัญ

ลักษณะของเรือเมืองน่าน มาจากตำนานการตั้งเมืองน่านว่า ท้าวนุ่น ขุนฟองซึ่งเป็นต้นเค้าของราชวงศ์ภูคา บรรพบุรุษของเมืองน่านเกิดจากไข่พญางูใหญ่ จึงมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของชาวน่านกำเนิดมาจากพญานาค อีกประการหนึ่งมีความเชื่อว่าพญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีผลต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร ดังนั้นการทำเรือแข่งเป็นรูปพญานาคจึงเป็นการบูชาคุณพญานาคเจ้าแห่งน้ำ และบรรพบุรุษของตนเอง

พิธีกรรม

พิธีกรรมในการแข่งเรือมีมากมายหลายขั้นตอน ตั้งแต่การหาไม้เพื่อขุดเรือ การทำพิธีก่อนโค่นต้นไม้ก่อนขุดเรือ ก่อนนำเรือลงน้ำ และตอนแข่งขัน ผู้ที่ทำพิธี ได้แก่ พ่ออาจารย์ หรืออาจารย์วัดซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับภูตผี

สาระสำคัญ
การแข่งเรือเป็นประเพณีที่เนื่องด้วยการทำบุญในพุทธศาสนา คือ การทานก๋วยสลาก และการทอดกฐิน แสดงถึงความสามัคคีของชุมชน นอกจากนี้กลวิธีในการเอาชนะคู่ต่อสู้ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่งที่ควรสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผ้าลายน้ำไหล.....ของดีเมืองน่าน


ผ้าลายน้ำไหล.....ของดีเมืองน่าน    


                      ผ้าทอเมืองน่าน ผ้าทอลายน้ำไหลสันนิฐานว่าการออกแบบลายผ้าทอชาวไทยลื้อ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวไทยลื้อในดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2379 โดยตั้งถิ่นฐานที่บ้านล้าหลวง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน และบ้านดอนมูล อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยการนำของเจ้าหลวงเมืองล้า ชาวไทยลื้อ มีภาษาพูด และประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และรักษาสืบทอดจนถึงปัจจุบันนี้ ประวัติดังกล่าวได้ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นฝีมือช่างสกุลลื้อ ที่ได้วาดลวดลายของผ้าซิ่นของผู้หญิงในรูปเป็นลายผ้าซิ่นทั้งหมดด้วยผ้าทอลายน้ำไหลที่ดัดแปลงมาจากผ้าลายชาวลื้อ สมัยแรกๆ นิยมใช้ไหมเงิน และไหมคำด้านลายผ้าตรงส่วนที่เป็นหยัก ของกระแสน้ำ จากนั้นใช้ลายมุกรูปสัตว์แทรกเพื่อแสดงว่าผู้คิดลายน้ำไหล ไม่ได้ลอกแบบของชาวลื้อ มาทั้งหมด ผ้าทอลายน้ำไหลไทยลื้อเริ่มทอกันครั้งแรกที่บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นศิลปะการทอผ้าด้วยมือ สาเหตุที่เรียกผ้าทอลายน้ำไหล เพราะลวดลายที่ทอออกมามีลักษณะเหมือนลายน้ำไหล จึงเรียกว่าผ้าลายน้ำไหล แต่ปัจจุบันได้คิดพลิกแพลงลวดลายต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย และได้ขยายพื้นที่การทอผ้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงเรียกชื่อเดิมว่าผ้าลายน้ำไหล ผ้าทอลายน้ำไหลจังหวัดน่าน ปัจจุบันมีการทอลวดลายต่างๆ มากมาย เช่น ลายน้ำไหล มีลักษณะเป็นคลื่นเหมือนขั้นบันไดมองดูเหมือน สายน้ำกำลังไหลเป็นทางยาว นับว่าเป็นลายต้นแบบ และดั้งเดิม จึงเรียกลายน้ำไหล
- ลายจรวด เป็นการเพิ่มหยักในลายน้ำไหลเป็นลายที่มีลักษณะคล้ายจรวดกำลังพุ่ง หรือตอปิโด 
- ลายดอกไม้หรือลายแมงมุม เมื่อนำผ้าลายน้ำไหลมาต่อกันมีจุดช่องว่างตรงกลางเติมเส้นลายขาเล็กๆ แยกออกรอบตัว มองดูคล้ายดอกไม้หรือแมงมุม เรียกว่าลายดอกไม้หรือ ลายแมงมุม
- ลายปลาหมึก มีลักษณะลวดลายคล้ายแมงมุม แต่ทิ้งหางยาวกว่าลายแมงมุม
- ลายเล็บมือนาง คือ การนำลายน้ำไหลมาหักมุมให้ทู่ และทอสอดสีด้ายให้เลี่ยมเป็นชั้นๆ
- ลายธาตุ เป็นลวดลายที่ประยุกต์ขึ้นมาตามลักษณะคล้ายเจดีย์เป็นชั้นๆ   ยอดเจดีย์ปลายแหลม
- ลายกาบ ลักษณะใช้เส้นฝ้ายหลายสีทอซ้อนกันหลายชั้นเป็นกาบ
- ลายใบมีด มีลักษณะการสอดสีด้ายหลายๆ สีในผืนผ้าดูลักษณะเหมือนใบมีดโกนบางๆ สบับสีหลายสีในผืนผ้า

สำหรับลายลายน้ำไหลเป็นลายที่มีความนิยม และมียอดจำหน่ายมากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีลายแมงมุมสลับกับลายน้ำไหลเพื่อเพิ่มความสวยงาม